กระทู้ที่ 0440
บทความ#4 : (แค่)คุณคุ้นคูณ
ตั้งกระทู้ใหม่

บทความ#5 : ใช้เวลาว่างให้เป็นจุดจุดจุดตอบ: 0, อ่าน: 2824

         ตอนนี้เป็นช่วงปิดเทอมเดือนตุลาคมครับ หลายวันก่อนผมเห็นข้อความเฟซบุ๊คของน้องที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ในทำนองว่า ต้องทำอะไรถึงเรียกว่าใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์? ดูเหมือนสิ่งที่อยากทำ (และกำลังทำอยู่) มันไม่เป็นประโยชน์ ถูกผู้ใหญ่ว่ากล่าวทุกวัน จนชักรู้สึกผิดที่ขลุกอยู่กับตัวเองคนเดียวแบบนี้

         คุณผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าสิ่งที่เธออยากทำนั้นคืออะไร ผมเองก็ไม่ได้ถามครับ แต่เข้าใจไปเองว่าคงเป็นอย่างที่ได้เห็นมาตลอด คือน้องคนนี้เธอมีความสนใจ (รวมทั้งความสามารถ) ทางด้านศิลปะ วาดรูป กราฟิก ไปจนถึงถ่ายภาพ และยังเห็นว่าเมื่อมีเวลาว่างก็พยายามทดลองสร้างงานใหม่ๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่หยุดไม่หย่อนอีกด้วย

         เอ! แล้วการทำสิ่งเหล่านี้มันจะไม่มีประโยชน์ได้ยังไง เพราะเทียบกับคนอื่นที่เที่ยวเตร่เฮฮาหรือนอนเรื่อยเปื่อยแล้ว นี่แหละคือการใช้เวลาช่วงปิดเทอมที่ดูจะ "มีประโยชน์" ที่สุดแล้ว ในมุมมองของผมนะครับ มันเหมาะสมกับช่วงชีวิตตอนนี้มากกว่าการนั่งทบทวนวิชาเรียน หรือไปรับจ๊อบพิเศษเพื่อหาเงินกินขนมด้วยซ้ำ

         เพราะเวลาช่วง ม.ปลาย และมหาวิทยาลัย เป็นโอกาสทองของการสร้างสรรค์สิ่งที่อยากทำเลยล่ะครับ ไม่มีช่วงเวลาไหนของชีวิตที่เราจะมี "ความสด" มี "อิสระ" และมี "ทางเลือก" มากมายเท่านี้อีกแล้ว อยากทำอะไรก็ควรได้ทำ อยากฝึกอะไรก็ควรได้ฝึกเสียในช่วงนี้ครับ! ยิ่งช่วงปิดเทอมก็ไม่กระทบกับการเรียนด้วย ยิ่งดีเข้าไปใหญ่เลย

         งั้นก็อาจเป็นไปได้ว่าผู้ใหญ่ไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ที่เธอทำ เพราะเป็นงานที่ต้องใช้สมาธิอยู่คนเดียว หรือไม่ก็เห็นแล้ว แต่คิดว่าไม่มีประโยชน์ (คืออย่างน้อยก็ไม่เท่าสิ่งอื่นที่หวังจะให้ทำ) ซึ่งจะว่าไป คำว่าประโยชน์นั้นมันมีหลายแง่อยู่นะครับ และแม้ในแง่เดียวกันก็ยังแยกย่อยได้อีกว่าประโยชน์เกิดกับใคร ฉะนั้นคิดมากไปก็ยิ่งไม่สิ้นสุดนะครับเรื่องนี้

         ขึ้นชื่อว่า "เวลาว่าง" มันก็น่าจะเป็นช่วงเวลาหลังจากที่เราได้ทำตามหน้าที่ และสิ่งอื่นที่จำเป็นต้องทำเสร็จสิ้นไปหมดแล้ว จึงเป็นเวลาที่เหลือที่เป็นของเรา จะได้ใช้มัน "ด้วยตัวเอง-เพื่อตัวเอง" บ้าง

         ผมจึงตอบในเฟซบุ๊คไปว่า ทำต่อไปเถอะ มันคือสิ่งดีอยู่แล้วล่ะ ช่วงวัยรุ่นผมก็ทำอะไรแบบนี้เหมือนกัน และก็เคยถูกว่าประจำ แต่ผมก็เฉยๆ ไม่ได้ทุกข์ร้อนมาก ผู้ใหญ่เพียงว่ากล่าวไปตามสภาพที่เห็นเท่านั้น แต่เรารู้อยู่แก่ใจว่าทุกอย่างที่ทำล้วนเป็นการเรียนรู้และฝึกฝนสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกับชีวิตเราแน่นอน

         ลองถามน้องคนนี้ว่าถ้าเกิดห้าม ไม่ให้ทำ ก็ยังทำอยู่ดีใช่ไหม.. ใช่.. งั้นก็ทำต่อไปดีแล้ว อย่าคิดมากเล้ย ^ ^

         ผมแถมไปอีกนิดว่าทุกงานที่ผมคิดไว้หรือฝึกไว้ตอนวัยรุ่น โดยหวังแค่ความสนุก มันกลับมีประโยชน์กับชีวิตการงานหลังเรียนจบได้อย่างไม่เคยคาดครับ แต่ผมก็ไม่ได้เล่ารายละเอียดเพิ่มเติมไป เพราะจะเป็นการเสียมารยาทที่เล่าเรื่องตัวเองมากมายในหน้าเว็บคนอื่น (ถึงได้เก็บมาเขียนที่เว็บตัวเองอยู่นี่ไงครับ ในภาคผนวกด้านล่างนี้ ขอเต็มเหนี่ยวเลยนะอย่าว่ากัน ฮ่าๆ) ก็เลยไม่รู้ว่าวันนั้นเธอจะเข้าใจสิ่งที่ผมพูดมากน้อยแค่ไหน

         บังเอิญช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ผมเพิ่งได้มีโอกาสอ่านสุนทรพจน์อันโด่งดังของสตีฟ จ๊อบส์ ผู้ล่วงลับ (อ่านฉบับแปลไทยครับ แหะๆๆ) แล้วก็รู้สึกดีใจมาก เพราะผมก็เชื่อในสิ่งเดียวกัน แต่ยังไม่เคยมีวิธีง่ายๆ ที่จะเล่าให้ใครฟังได้เห็นภาพชัดเจนเสียที มาตอนนี้ก็เลยได้มุขที่จะเล่าสบายละ

         เขาบอกว่าชีวิตของเราคือการลากเส้นต่อจุด ในแต่ละวันเราอาจมองไม่เห็นทางข้างหน้า ว่าจะเกิดภาพแบบไหนขึ้น และสิ่งที่ทำตอนนี้จะมีประโยชน์หรือไร้ค่าในวันข้างหน้า.. แต่ขอให้มั่นใจและทำต่อไปเถิด เพราะเมื่อเราเดินไปได้ระยะหนึ่งแล้วหันมองย้อนกลับ ได้เห็นว่าชีวิตเราประกอบขึ้นจากอะไรบ้าง เมื่อจุดทั้งหลายที่เราค่อยๆ เก็บมาทีละจุดมันได้สร้างภาพรวมขึ้นมา เป็นองค์ประกอบของชีวิตเราเองที่ไม่เหมือนใคร เราก็จะเห็นเองว่าทุกอย่างที่เคยทำนั้นมีประโยชน์แน่นอน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

         อย่างน้อยสิ่งที่สตีฟ จ๊อบส์ พูดไว้นี้ ก็เป็นความจริงในชีวิตผมอีกคนหนึ่งล่ะครับ ผมรู้สึกดีมากที่เมื่อมานึกๆ ดูแล้วพบว่าทุกอย่างที่เคยทำมาตั้งแต่วัยรุ่น ทั้งที่ถูกบังคับ หรือนึกครึ้มไปลองทำเองโดยไม่มีใครสั่ง ล้วนมีส่วนช่วยชีวิตปัจจุบันได้เสมอ (ส่วนสิ่งที่เราทำไม่เป็น ก็จะไม่อยู่ในทางเลือกของเราเลยโดยอัตโนมัติเช่นกัน)

         งานหลายด้านต้องพึ่งทักษะที่เคยฝึกมา หรือเมื่อไอเดียตันก็ไปหยิบเอาสิ่งที่เคยคิดไว้มาทำให้เป็นจริงได้ ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านั้น วันนี้ผมก็คงทำเว็บไซต์ไม่ได้ อาจเขียนหนังสือไม่รู้เรื่อง อาจจัดหน้าและทำปกหนังสือไม่เป็น หรืออาจไม่มี Math E-Book เกิดขึ้น รวมถึงงานมัลติมีเดียอีกหลายอย่างที่กำลังจะทำในอนาคตด้วยครับ

         ฉะนั้นก่อนจบอยากฝากไว้ว่า ถ้าสิ่งที่อยากทำเป็นสิ่งที่ดีก็ลงมือเลยเถอะครับ หากไม่ได้ทำตอนนี้อาจไม่ได้ทำอีกเลยก็เป็นได้ ในเมื่อเราทุกคนมีสิ่งที่อยากทำตั้งหลายอย่าง และเวลาในชีวิตของเรามีไม่พอที่จะทำครบทุกอย่างซะด้วย

         ในวันหนึ่งข้างหน้า คุณอยากหันมาแล้วพบจุดเว้าแหว่ง หรือพบจุดเชื่อมกันอย่างสวยงามล่ะครับ? และในภาพรวมของชีวิต อะไรจะเป็นประโยชน์ไปกว่าการได้ทำสิ่งเหล่านี้ในเวลาที่สมควรนี้อีกเล่า? จัดไปอย่าให้เสีย!!

=======================================================

ภาคผนวก

         ทีนี้ถึงคราวยกตัวอย่างด้วยประวัติชีวิตและผลงานของผมเองแล้วครับ (สำหรับท่านที่สนใจ) ก็เป็นโอกาสอันดีเหมือนกันนะครับ เผยแพร่ผลงานมา 7 ปีเพิ่งจะได้แนะนำตัวเองอย่างจริงจังก็วันนี้แหละครับ จะว่าไปขนาดเพื่อนสนิท หรือแฟน หรือพ่อแม่ ยังไม่รู้ครบขนาดนี้เลย

         ต่อไปนี้คือจุดต่างๆ ที่ผมเห็นเมื่อมองย้อนกลับไป จะสังเกตได้ว่าแทบทั้งหมดเป็นงานที่ขลุกอยู่กับตัวเองทั้งนั้นเลย หรืออย่างดีก็ช่วยกันกับเพื่อน ส่วนงานออกหน้าออกตาในสังคมแทบไม่เคยทำเลย ฉะนั้นอย่าหวังว่าจะได้อ่านประวัติแบบหรูหราไฮโซ เข้าร่วมอบรมสัมมนา แข่งขันระดับชาติ ได้รางวัลดีเด่น รับประกาศนียบัตร ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เราจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวครับ (ฮา) ก็บอกแล้วไงว่าผมเป็นคนธรรมดาไม่ต่างจากทุกคนนั่นแหละ

         นอกจากอยากชี้ให้เห็นว่าแต่ละอย่างส่งผลต่อชีวิตปัจจุบันโดยไม่คาดคิดอย่างไร ผมจะพยายามแทรกเกร็ดตลกๆ หรือสิ่งที่ประทับใจเข้าไปด้วย หวังว่าจะช่วยให้น่าอ่านขึ้นนะครับ ^ ^


ประถม
2534 เริ่มหัดอ่านทำนองเสนาะ
         นี่คือกิจกรรมแรกในชีวิตครับ ถูกครูบังคับให้ไปแข่ง เพราะดันแต่งคำขวัญวันแม่ถูกใจครู ซึ่งยังงงๆ อยู่ว่าการแต่งคำขวัญดี มันไปเกี่ยวกับการอ่านทำนองเสนาะดีตรงไหนก็ไม่รู้ เรียกว่าคงเป็นดวงจริงๆ ที่จะได้ไปทำอะไรแบบนี้
         ผมไม่เคยคิดอยากทำอะไรนอกจากการนั่งเรียนเป็นนักเรียนปกติไปเรื่อยๆ ทุกชั่วโมงๆ เลยครับ เพราะเวลาไปทำกิจกรรมแล้วต้องขาดเรียนเนี่ย มันลำบากตอนมาตามลอก เอ้ย! ถามการบ้านจากเพื่อนนะครับ

2534 ได้เป็นหัวหน้าห้อง 2 ปีซ้อน
         อันนี้ก็ดวงอีกละครับ เพราะชื่อผมดันอยู่เลขที่ 1 เลยถูกครูประจำชั้นเลือก แต่ก็ดีตรงทำให้ได้หัดรับผิดชอบในหน้าที่ที่เพิ่มขึ้น
         จำได้ว่ามีวันหนึ่งผมกำลังถูกแม่ตี ร้องไห้อยู่ แต่แม่ของเพื่อนร่วมห้องโทรมาปรึกษาผมเรื่องลูกพอดี เรียกว่าต้องกลั้นสะอื้นสุดๆ เลยครับเพื่อรักษาฟอร์มหัวหน้าห้องเอาไว้ตอนคุย ฮ่าๆ ..แล้วผมก็นึกในใจว่า "นี่ไม่ใช่ครูแนะแนวนะ นี่เป็นเด็กอายุเท่าลูกคุณแหละ ยังถูกแม่ตีอยู่เลย แล้วจะมาปรึกษาอะไรก๊านนนน"

2534 แหกกฎการเข้าแถว ช่วยครูห้องสมุดเก็บหนังสือขึ้นชั้น
         เอ๊ะอันนี้เรียกว่าผลงานมั้ยเนี่ย 555
         สบายเลยครับ ไม่ต้องเข้าแถว-สวดมนต์-เดินขึ้นห้อง ทั้งรอบเช้าและบ่าย.. ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ไม่น่าเอามาคุย แต่ผมคิดว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชอบคิดอะไรแตกต่าง หรือทำอะไรแหกกฎครับ มันดูมีอภิสิทธิ์กว่าคนอื่น เท่ดี แถมงานนี้ยังไม่มีใครว่าด้วยเพราะเป็นการทำประโยชน์ (เซฟตัวเองพอประมาณ) อิๆๆ

2535 ได้รางวัลที่ 2 อ่านทำนองเสนาะ ระดับประเทศ
         อันนี้สงสัยจะฟลุ๊ค เพราะอ่านได้ไม่ดีเลย จำได้ว่าอ่านเพี้ยนแล้วยังมีขำตัวเองอีกต่างหาก กรรมการก็ใจดีเกิ๊น! ..ซึ่งรางวัลนี้กลายมาเป็นหลักฐานความทรงจำชิ้นเดียวของผมสำหรับวัยประถมครับ
         ถ้าตอนนี้ไม่ได้สอนหรือเขียนหนังสือวิชาเลข ผมคงเป็นครูภาษาไทยไปแล้วเป็นแน่แท้

2535 เริ่มซื้อเทปเพลง (ไทย) ด้วยตัวเอง
         แล้วก็ซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี แม่ว่าก็ไม่ยอมลด จนกลายเป็นคนบ้าฟังเพลงขั้นหนักแล้วครับ ปัจจุบันกำลังจะทำเพลงออกมาเองแล้วด้วย โปรดเตรียมรอฟังได้เลย!


ม.ต้น
2536 เริ่มซื้อหนังสือพ้อคเก็ตบุ๊คด้วยตัวเอง
         แล้วก็ซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี แม่ว่าก็ไม่ยอมลด จนกลายเป็นคนบ้าอ่านหนังสือเช่นกันครับ อ่านแทบทุกแนวเลย ปัจจุบันแม้จะอ่านน้อยลงแต่ก็ยังไม่เลิกคิดที่จะเขียนหนังสือของตัวเองออกมานะครับ (ที่ไม่ใช่หนังสือเรียน) โปรดเตรียมรออ่านได้เลย!

2538 เริ่มหัดคอมพิวเตอร์ เพราะแม่บังคับให้ไปเรียน
         บางทีเราก็ต้องยอมทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่เห็นว่าเป็นประโยชน์บ้าง แล้วมันก็ดีซะด้วย เป็นจุดเริ่มที่ทำให้ผมใช้งานคอมพิวเตอร์ได้อย่างเจาะลึกอยู่พอควร เพราะยุคนั้นยังเป็นยุคโปรแกรม "เวิร์ดจุฬาฯ" บน "ดอส" อยู่เลย เรื่องไมโครซอฟท์ออฟฟิศหรือวินโดวส์นี่ไม่ต้องพูดถึงครับ :P


ม.ปลาย
2539 เรียนแผนวิทย์ แต่วิชาเลือกเสรีผมเลือกศิลปะ
         ที่เลือกเรียนศิลปะด้วย เพราะว่าวิชานี้ดูชิลล์ดีครับ เหมือนได้พักผ่อนจากการเรียนวิทย์คณิต แต่ปรากฏว่าวิชานี้แหละเครียดสุด จนผมเก็บมาฝันว่าทำงานศิลปะส่งครูไม่ทันอยู่เรื่อย จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ยังฝันแบบนี้อยู่เลยครับ ..ไม่คาดคิดเลยว่าจะได้เอาหลักการศิลปะต่างๆ มาช่วยในการทำหนังสือ ทำเว็บไซต์ เป็นอย่างมากเลยในปัจจุบัน

2539 เริ่มหัดเขียนบทความ, แต่งกลอน
         จะสังเกตได้ว่าจากที่แค่ชอบอ่าน ทีนี้เริ่มมาลองเขียนแล้วนะครับ ผลงานที่ออกมาขอบอกว่าแย่มาก 555 แต่อย่างน้อยทั้งบรรยากาศการเรียนศิลปะ และการเขียนบทความให้เพื่อนอ่าน ก็ทำให้ช่วงชีวิต ม.4 ของผมผ่านไปโดยเหลืออะไรให้จำได้บ้าง

2540 ประกวดวงอะคูสติก ในตำแหน่งตีกระป๋อง!
         งานนี้ฮาดีครับ ตอนจะจบ ม.4 เล่นดนตรีไม่เป็นแต่ก็ถูกชวนให้เข้าร่วมวง ไปตีกระป๋องบนเวที ^ ^" คงเพราะเพื่อนอยากให้เป็นวงเด็กเรียน เพื่อสู้กับวงอื่นที่เป็นแก๊งเด็กหลังห้อง (คิดได้ยังไงเนาะ) ซึ่งปัจจุบันเพื่อนคนที่ชวนก็ทำงานเป็นโปรดิวเซอร์ไปแล้ว เจ้าของโจทย์ในตอนที่ 2-3 น่ะครับ
         โปรโมทซะเลยดีกว่า เขาชื่อ Kijjaz (กิจจาศักดิ์) ครับ คุณผู้อ่านช่วยกันอุดหนุนอัลบั้มของกลุ่มโมโนโทน และสิงโต นำโชค บ้างนะคร้าบ งานกิจจาซเค้าแจ่มจริงๆ นะเออ (รับตังค์ค่าโปรโมทมาสองร้อย ฮ่าๆ)

2540 เริ่มเขียนบันทึกประจำวันลงในสมุด
         นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มาพบในภายหลังว่าช่วยฝึกการเรียบเรียงและการเล่าเรื่องได้ดีครับ แต่จุดมุ่งหมายที่ตัดสินใจเขียนคืออยากให้เรื่องต่างๆ ในช่วงชีวิตไม่เลือนหายไปซะมากกว่า ลืมเรื่องไหนก็เปิดค้นได้ตลอด (แต่เดี๋ยวนี้ชักแทบไม่ได้เขียนละ)

2540 เริ่มทำนิตยสารกันเองกับเพื่อนๆ ในชื่อ "เม็น เยี่ย ไร" (MYR)
         รู้สึกว่านับ 10-20 ชิ้นที่ผมเขียนไว้ มี 2-3 อันเองที่พอจะใช้ได้ (เช่น นิราศเขาชนไก่) แต่มันเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตที่สำคัญมากๆ เพราะถ้าไม่มีวันนั้น ผมก็คงไม่อาจมานั่งเขียนอะไรอย่างวันนี้ได้เลย แถมยังได้รู้จักขั้นตอนการผลิตหนังสือด้วย ถึงจะเป็นแค่หนังสือทำมือก็ตาม
         และเพื่อนในกลุ่ม MYR ก็กลายมาเป็นแก๊ง ม.ปลาย ของผมตลอดมาครับ คงเป็นเพราะมีมุมมองคล้ายกัน ชอบอะไรใกล้เคียงกัน ตลกในทิศทางเดียวกัน คุยกันรู้เรื่อง อย่างที่มีคำกล่าวว่า "เราไม่รู้ล่วงหน้าหรอกว่าใครจะกลายเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน แต่วันเวลาจะช่วยจัดกลุ่มให้เอง"

2541 เริ่มหัดเขียนโปรแกรมภาษา Pascal
         จากการที่ผมเลือกไม่เรียนชีววิทยา (ในยุคนั้นเลือกได้ครับ เพราะเอ็นท์เข้าวิศวะไม่ต้องใช้วิชานี้) ทางโรงเรียนจึงบังคับให้เรียนวิชาคอมพิวเตอร์แทน เป็นอีกช่วงเวลาที่ประทับใจ เพราะอาจารย์เข้าใหม่ใจดี ให้กินขนมในห้องได้ แถมยังยกมาแจกเองอีกต่างหาก (ฝ่าฝืนกฎเต็มๆ ครับ ผมเลยถูกใจ ฮ่าๆ)
         อาจารย์ช่วยสอนให้อุดรูรั่วหลายอย่าง ส่งผลต่อการเขียนเว็บ PHP ของผมในภายหลังด้วย เช่นเดียวกับอาจารย์คณิตศาสตร์และภาษาไทย ที่ล้วนสอนดีทุกท่าน จนผมใช้ภาษาในการเขียนหนังสือคณิตศาสตร์ได้เป็นที่น่าพอใจ (ผมจึงเชื่ออย่างสนิทใจว่า อาจารย์คือผู้ที่สอนให้เราได้ดีในหน้าที่การงานจริงๆ ครับ!)

2541 เพื่อนมอบตำแหน่งให้เป็น "ปฏิคม" ของโรงเรียน
         ซึ่งจนบัดนี้ผมยังไม่รู้เลยครับว่ามันแปลว่าอะไร (จะเหมือน "ปะติโค้ด" หรือเปล่า) เพราะไม่เคยได้ทำอะไรเลย ทำไมคณะกรรมการนักเรียนเป็นกันได้ง่ายจัง :P

2541 ไปแข่งวิชาการ 3 งาน และไม่เคยได้รางวัล!
         ตอนนั้นผมรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้อยากไปแข่ง เพราะธรรมชาติของผมไม่ชอบการแข่งขัน ชอบหาเรื่องเล่นสนุกมากกว่า พอดีอาจารย์ท่านหนึ่งมาเรียกแล้วผมเกรงใจก็เลยต้องไป แต่มาถึงตอนนี้ผมรู้สึกดีนะครับที่ได้โอกาสไป เพราะมันเป็นอีกรสชาติหนึ่งของชีวิตนักเรียน ที่ไม่ใช่จะได้เห็นกันทุกคน (และก็ยังมีเหตุการณ์ประทับใจอีกหลายอย่างด้วย อันนี้ไม่เล่า.. อิๆๆ)

2541 ทำอัลบั้มเพลงกับเพื่อนๆ MYR (ชื่ออัลบั้ม NUDE)
         ได้กิจจาซเป็นคนทำดนตรีให้ครับ เพราะเพื่อนคนอื่นๆ รวมทั้งผมด้วย เล่นดนตรีกันไม่เป็นเลย (แล้วดันอยากมีอัลบั้มเพลงนะ แหมทำไปได้) งานนี้ได้ประสบการณ์ใหม่เรื่องการบันทึกเสียงและการมิกซ์เสียง รวมทั้งการทำแพคเกจปกอัลบั้มด้วย ทุกวันนี้ผมยังหยิบอัลบั้มนี้มาฟังเพื่อนึกถึงอดีตอยู่เลยครับ
         พูดตรงๆ ว่านิตยสาร MYR หรืออัลบั้ม NUDE นี้ คุณภาพออกจะเห่ยครับ ทำกันเองอ่านกันเองฟังกันเองเป็นหลัก แต่ก็ได้พยายามใช้ความสามารถทั้งหมดที่ทุกคนมีใส่ลงไปแล้ว และเป็นการร่วมสนุกกันที่สนุกจริงๆ ผมถึงภูมิใจกับมันมากครับ

2542 จัดงานอำลาน้อง แบบแหกกฎอีกแล้ว
         ปกติเขาจะให้ตัวแทน ม.6 แต่ละห้อง มายืนพูดหน้าเสาธงทีละคนๆ แต่ผมเห็นว่าแบบเดิมไม่ค่อยมีใครฟัง เลยอุตริขอจัดแบบสนทนาพร้อมกัน 6 คนไปเลยสนุกๆ แถมคนพูดยังกระจายตัวกันไปนั่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มน้องๆ ในสนามเป็นหย่อมๆ ด้วยนะครับ พูดข้ามไปข้ามมาเลย เพื่อเรียกร้องความสนใจ ปรากฏว่างานนั้นได้รับทั้งคำชมและคำด่าจากคณาจารย์ครับ ฮ่าๆ


มหาวิทยาลัย
2542 เอ็นท์เข้าเรียนคณะวิศวะ (ภายหลังเลือกภาควิชาไฟฟ้า)
         บอกได้เลยว่าผมเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับวิชาเรียนเยอะมากครับ มีเวลามากกว่าเพื่อนด้วยเพราะโดดเรียนประจำ คือไปที่คณะจริงแต่ไม่เข้าห้องเรียน ส่วนใหญ่เกิดจากการไปสายแล้วเกรงใจอาจารย์ ไม่กล้าเข้าห้อง เลยนั่งคุยกับเพื่อนภาคอื่น หรือหาอะไรสนุกๆ ทำแทนครับ
         แล้วปรากฏว่าทุกอย่างที่ได้ทำตอนเรียนมหา'ลัย ก็ยังทำอยู่จนทุกวันนี้เลยครับ บางสิ่งก็ช่วยเลี้ยงปากท้องได้ และบางสิ่งก็ช่วยเลี้ยงจิตใจอย่างเดียว (ใครจะรู้ในอนาคตอาจได้ตังค์ทุกงานก็ได้นะ ว่าไปนั่น 555)

2542 เริ่มหัดใช้ซอฟต์แวร์กราฟิก และดนตรี
         ตอนนั้นเพิ่งมีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตใช้ที่บ้าน ซึ่งถือว่าตามหลังเพื่อนอยู่หลายปีครับ ไม่คิดเลยว่าในภายหลัง อินเตอร์เน็ตจะกลายเป็นช่องทางหลักที่ผมใช้โปรโมทผลงานและสื่อสารกับผู้อ่าน ทุกวันนี้ขาดเน็ตเหมือนขาดใจครับ ^ ^
         พอมีคอมปุ๊บก็หัดโฟโต้ช็อพ และหัดทำเพลงก่อนเลย เห็นเพื่อนทำกันก็อยากจะลองมั่ง โดยเพลงแรกคือ "นิทานหิ่งห้อย" แบบ music box ซึ่งผมก็ใจกล้าโพสในเว็บบอร์ดเพื่อให้พี่จิก ประภาส เจ้าของเพลงได้ฟังด้วยครับ พี่จิกไม่ได้ติชมว่าเพราะไม่เพราะอย่างไร แต่กลับถามว่าชื่อ "นวย" แปลว่าอะไร เป็นภาษาเขมรหรือเปล่า.. หงิ่ว!!
         ปัจจุบันผมกำลังจะทำเพลงออกมาจริงจังแล้วครับ (โวะ! เน้นจัง!) ส่วนงานกราฟิกก็ยังได้ใช้อยู่เนืองๆ โดยเฉพาะปกหนังสือที่กำลังจะตีพิมพ์ขายเองครับ (แน๊ะ ขายของอีกละ)

2542 เริ่มรับสอนพิเศษ ม.ปลาย
         นี่คือจุดเริ่มของอาชีพที่ผมยึดมาโดยตลอด เริ่มจากเหตุผลง่ายๆ ที่ว่า "เสียดายความรู้และเทคนิคส่วนตัวที่เคยใช้ตอนเอ็นท์ อยากถ่ายทอดให้รุ่นน้องต่อไปได้รู้บ้าง" เท่านั้นเองครับ แถมพยายามคิดราคาถูกๆ เพื่อให้มีคนอยากเรียนอีกต่างหาก
         สิ่งที่ไม่ค่อยมีใครรู้คือ ผมเริ่มเทอมแรกด้วยการสอนฟิสิกส์ครับ (แน่นอนว่าเขียนชีทไว้ครบถ้วนทุกบท แม้จะสอนแค่ 2 คนก็ตาม) เพราะคิดว่าเป็นวิชาที่ได้คะแนนง่ายกว่าเลข ข้อสอบตรงไปตรงมากว่า แต่พอน้องกลุ่มแรกที่เรียนกับผมไปสอบแล้วได้คะแนนลดลง ผมก็เฟลใจ ลองเปลี่ยนมาสอนเลขตั้งแต่นั้นมา จนถึงตอนนี้ก็ไม่เคยได้สอนฟิสิกส์อีกเลย และลืมไปเกือบหมดแล้วครับ

2542 เริ่มหัดทำเว็บไซต์ (และระบบ PHP ในปีถัดมา)
         โดยเริ่มจากทำเว็บรวมรูปถ่าย พวกงานสังสรรค์หรือทริปต่างๆ เพื่อเป็นศูนย์กลางให้เพื่อนในกรุ๊ปมาเปิดดูกัน แล้วจากนั้นก็ลองทำเว็บบอร์ดสำหรับสนทนาขึ้นมาเอง ปรับปรุงระบบมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นเว็บบอร์ดที่คุณผู้อ่านกำลังอ่านอยู่นี่แหละครับ! เกิน 10 ปีแล้วนะเนี่ย

2543 เขียนโปรแกรมส่งไปเว็บ thaiware
         เคยลองเขียนด้วย Visual Basic แล้วส่งไปที่เว็บไทยแวร์อยู่หนึ่งอันครับ ชื่อ "Scramble It" ซึ่งใช้สำหรับเข้ารหัสถอดรหัสข้อความอย่างง่ายๆ ทำไปทำไมก็ไม่รู้ แต่ที่สำคัญคือทำให้ผมได้เห็นว่ามีคนทำผลงานเป็นอีบุ๊ค pdf (รวมสายรถเมล์) ออกมาเผยแพร่ด้วย นี่ถ้าเราทำงานคณิตศาสตร์เป็นอีบุ๊คออกมาบ้างก็คงไม่เลวนะ!

2543 เริ่มหัดเล่นกีตาร์
         ใครยังเล่นดนตรีไม่เป็น ขอบอกว่าช่วงนี้ล่ะครับที่จะได้เริ่มหัดกันอย่างจริงจังแล้ว อุปกรณ์พร้อม (ยืมเพื่อน) คนสอนพร้อม (ก็คนที่ให้ยืมนั่นแหละ) สถานที่พร้อม (เล่นตรงไหนก็ได้ในคณะ) เวลาพร้อม (โดดเรียน เอ้ย! เวลาว่างก็เยอะอยู่ครับ)
         พอเล่นกีตาร์เป็นแล้วก็อยากแต่งเพลงครับ ช่วงนั้นได้ยินคำกล่าวของนักแต่งเพลงท่านหนึ่งพอดี บอกว่า "ถึงแม้คุณจะแต่งเสร็จแค่เดือนละ 1 เพลง ปีนึงคุณก็มี 12 เพลงแล้ว ฉะนั้นไม่ต้องกลัว ลองแต่งเลย!" ผมก็ลงมือแต่งอย่างน้อยเดือนละเพลงทันทีครับ พบเห็นอะไรก็เอามาแต่งเพลงหมด
         ถูกเพื่อนด่าก็เอามาแต่งได้ ทำบ้านรับน้องก็แต่ง จีบหญิงก็แต่ง รับปริญญาก็แต่ง เหตุการณ์สึนามิก็แต่ง ฯลฯ คิดในใจว่าคงมีเพลงดีๆ บ้างล่ะน่า เวลาผ่านไปไม่กี่ปีก็มีเพลงในสมุดเกือบ 100 เพลงครับ พร้อมจะขุดขึ้นมาปรับใช้ใหม่ได้ทุกเมื่อ เพราะไม่เพราะเป็นอีกเรื่องนะ ฮ่าๆ

2544 รับเชิญติวพื้นฐานวิศวะที่ ร.ร. 2 ปีต่อกัน
         เป็นครั้งแรกที่ผมได้สอนหน้าห้องและมีคนฟังหลายสิบคนครับ ซึ่งก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เวลาชนกัน และผมก็คิดหนักว่าจะเข้าเรียน (วิชานี้สำคัญมากๆ) หรือจะไปสอนน้องๆ ดี แล้วสุดท้ายผมก็เลือกที่จะ "ไปสอน" ครับ ใครจะคิดว่าการตัดสินใจเลือกครั้งนั้น ผลของมันยังไม่สิ้นสุดแม้กระทั่งทุกวันนี้

2544 เริ่มศึกษาเกี่ยวกับ digital multimedia
         หมายถึงพวกฟอร์แมตภาพ เสียง วีดิโอ ซึ่งจากที่ได้ทำเว็บเล่นๆ ได้ทำเพลงเล่นๆ ผมมองว่ามันน่าสนใจมาก ก็อยากรู้ให้มากขึ้น พอในปีถัดมาขึ้นปี 4 ผมจึงเลือกเรียนสาขาสื่อสารมัลติมีเดีย และได้รับโปรเจคท์ก่อนจบเป็นการสร้างโปรแกรม Skype ขึ้นมาครับ (คือสมัยนั้นคงยังไม่มียี่ห้อ Skype มั้งครับ อาจจะเป็น Netmeeting แต่ตอนนี้พูดว่าทำ Skype เข้าใจง่ายดี)
         งานนี้ต้องขอบคุณรุ่นพี่คนหนึ่งที่เก่งมาก ช่วยให้โปรเจคท์เสร็จได้ด้วยดี (แล้วดีขนาดได้เป็นไฮไลท์หนึ่งของคณะวิศวะ ในงานจุฬาฯ วิชาการปีนั้นด้วยครับ!) ไม่งั้นเผลอๆ ผมอาจเรียนไม่จบก็ได้ เพราะเอาเวลาที่ควรทำงานไปเล่นซะหมด ตรงนี้น้องๆ ไม่ควรเลียนแบบอย่างยิ่งนะคร้าบ ^ ^"

2544 จัดกิจกรรมค่าย E-Camp 2 ปีต่อกัน
         ไปเข้าร่วมเพราะอยากสนุกครับ ปีแรกได้ช่วยงานรุ่นพี่โดยเป็นฝ่ายพี่เลี้ยงดูแลน้องๆ ก็มีคืนหนึ่งน้องๆ รุมเอาเฟรนด์ชิพมาให้ผมเซ็นอย่างล้นหลาม เป็นที่น่าปลื้มใจมาก เสียก็แต่เป็นผู้ชายเกือบทั้งหมดนี่แหละ เฮ้อ > <
         แต่ถึงกระนั้นก็มีเรื่องรักๆ เกิดขึ้นกับผมนะครับ เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำมากๆ อีกเรื่องของชีวิต แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ ก็ตาม (น้องเขาคงมานึกได้ว่ามองพลาดครับ ฮ่าๆ) ฉะนั้นถ้าใครอยากมีกุ๊กกิ๊กๆ กับเค้าบ้าง ก็ลองเข้าค่ายหรือเป็นสตาฟของค่ายดูนะครับ โอกาสอาจมาถึงโดยไม่ได้ตั้งตัว

2544 เริ่มเขียนบันทึกลงในเว็บ
         ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ช่วยฝึกการเขียนได้ และผมก็ยังเขียนมาจนปัจจุบัน ตั้งแต่สมัยที่นิยมเรียกว่าเว็บไดอะรี่ มาจนยุคของบล็อก ก็ยังไม่เลิกเขียน (เพิ่งจะห่างไปพักนึงช่วงปีสองปีนี้) แต่ใครจะรู้ว่าเหตุผลแรกที่ผมตัดสินใจเริ่มเขียนก็เพราะ "ยังโสด" แบบว่าเวลาเหลือเยอะกว่าเพื่อนครับ ฮ่าๆ
         แล้วก็แอบหวังด้วยว่าจะมีใครมาหลงชอบเราจากตัวหนังสือ (โห หวังไปไกลเกินละ) ซึ่งก็ดันมีจริงๆ อันนี้งงเต้กเลย เป็นที่มาของเหตุการณ์ที่ผมเรียกว่า "เรื่องรัก 24 ช.ม." ใครอยากรู้เรื่องมาถามผมนะครับ จะเล่าให้ฟัง :P

2545 ทำอาร์ตเวิร์ค, หน้าปก, สัมภาษณ์
         จริงๆ ฝีมือทางอาร์ตเวิร์คก็ยังใช้ไม่ได้หรอกครับ ไม่เคยทำจริงจังเลยสักอย่าง แต่ดันมั่นใจไปเองว่าทำได้สวยกว่าของปีก่อนๆ ก็เลยไปของานเขาทำดื้อๆ เลย อยากมีโอกาสลองทำบ้าง สรุปแล้วผลงานออกมาก็ปานกลางครับ คือไม่มีใครด่าแต่ก็ไม่มีใครชมด้วย หงิ่ว!
         ส่วนปกหนังสือนี่ เป็นหนังสือแจกในงานนิทรรศ (จุฬาฯ วิชาการ) ผมขออาจารย์ทำแทนการทำรายงานครับ มันแทนกันได้ยังไงก็ไม่รู้ หน้ามึนมาก! แล้วรู้สึกอาจารย์จะจงใจลืมให้คะแนนด้วยครับ เกรดวิชานั้นผมเลยเห่ยกว่าเพื่อน ไม่น่าขี้เกียจเลยเรา 555
         งานสัมภาษณ์ลงหนังสือเป็นงานที่ผมอยากทำอีกงานหนึ่ง (คิดไปเองอีกแล้วว่าทำได้ ทั้งที่ไม่เคยทำ) ผมเลือกคนที่น่าสนใจจากต่างสาขาอาชีพ 5-6 คน เตรียมคิดคำถามเอง คุยเอง นั่งถอดเทปเอง จนกระทั่งจัดหน้าและใส่รูปประกอบเองครบครันจริงๆ เสียงตอบรับงานนี้พอโอเคนะครับ และได้เอาประสบการณ์มาใช้กับหนังสือ "O-Net สนทนา" ที่เขียนในอีก 2-3 ปีหลังจากนั้นด้วยล่ะ

2545 รับเชิญแนะแนวรุ่นน้อง ในงานปัจฉิมนิเทศ
         คงเป็นผลสืบเนื่องจากที่ได้ไปติวพื้นฐานวิศวะ อาจารย์เลยตามตัวให้ไปพูดแนะแนวรุ่นน้องในงานปัจฉิมนิเทศด้วย ซึ่งผมก็ได้แหกกฎเขาอีกแล้วตามเคย แทนที่จะพูดให้คติแบบเป็นการเป็นงาน ผมก็ตอบเอาฮาไปด้วยหลายดอก เช่น "ถ้าย้อนเวลาไปได้ อะไรที่พี่อยากทำตอนมัธยมคะ?" ผมตอบทันที "อยากมีแฟนครับ!" เฮกันทั้งห้องประชุม ยังความประทับใจให้กับผมไม่ลืมเลย ฮ่าๆ แต่ผมก็คิดแบบนั้นจริงๆ นะครับ
         ทุกวันนี้เวลาถูกเรียกไปนั่งสอนบนเวทีที่โรงเรียนต่างๆ ผมก็ยังเป็นแบบนี้เหมือนเดิม ใครที่เคยเรียนด้วยคงจะจำได้ดีครับ อิๆๆ (มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เพื่อนประกาศเบอร์โทรผมไป มีข้อความเข้ามาผมก็บ้าจี้อ่านออกอากาศ ทีนี้ยิ่งอ่านก็ยิ่งส่งเข้ามาเพียบครับ กลายเป็นช่วงดีเจไปเลย สนุกมาก!)

2545 ฝึกงานช่างโทรศัพท์
         แม้จะเป็นงานที่ไม่ค่อยเข้าทางผมเท่าไร แต่ก็ได้ประสบการณ์ที่สนุกๆ เยอะ เอามาเขียนลงเว็บไดอะรี่ได้หลายตอนมาก และเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ผมตัดสินใจได้อย่างชัดเจนว่า "จะไม่ทำงานเป็นวิศวกร" ครับ

2545 เพิ่งมีแฟนเป็นครั้งแรก และครั้งเดียว
         จบจากฝึกงานก็ไปร่วมทำบ้านรับน้อง ทำให้ได้พบกับรุ่นน้องคนหนึ่งที่ชื่อ "ยุ" ไม่คิดเลยว่าจะกลายมาเป็น "คุณยุอ้วนพี" ที่ให้ผมได้เขียนขอบคุณลงหนังสือทุกเล่มๆ
         นอกจากเป็นเพื่อนในยามพักผ่อนแล้ว เธอยังช่วยงานผมเยอะมาก แทบทุกขั้นตอนจะต้องมีเธอเข้ามาเกี่ยวข้องครับ (ล่าสุดรูปวาดน่ารักๆ ในหนังสือ "O-Net สนทนา" ก็เป็นฝีมือของเธอเช่นกัน) และที่สำคัญ เป็นคนที่ช่วยกระตุ้นให้ผมลงมือทำงาน อย่าอู้เยอะ ด้วยครับ ซึ่งตรงนี้จำเป็นมากสำหรับคนขี้เกียจแบบผม แม้จะกระตุ้นสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้างก็ยังดี
         คบกันมาเกือบสิบปีแล้ว ยังไม่มีตังค์แต่งงานเสียที ถ้าคุณผู้อ่านเห็นว่าคุณยุเป็นคนดีมากๆ ก็ช่วยอุดหนุนหนังสือที่ผมกำลังจะลงทุนตีพิมพ์กันเยอะๆ นะคร้าบ ช่วยกันๆๆ > <

2545 เริ่มฝึกถ่ายรูป
         ตั้งแต่ช่วงเรียนปี 4 เป็นต้นมา ผมได้ฝึกถ่ายรูปเล่นๆ ด้วยครับ โดยเริ่มจากเว็บแคมกระป๋องกระแป๋งที่ใช้ในงานโปรเจคท์ (Skype นั่นไง) ซึ่งมันถอดสายออกแล้วใช้พกพาเป็นกล้องถ่ายรูปดิจิตอลได้ ออกแนวโลโม แต่อันนี้จะเห่ยกว่าไปอีกขั้นนึง ..จนถึงปัจจุบันก็ยังถ่ายได้ไม่สวยแจ่มขนาดต้องตะลึง แต่ก็พอรู้หลักและสนุกกับมันอยู่ประมาณนึงครับ ทำให้ได้ฝึกโฟโต้ช็อพอยู่เนืองๆ ด้วยนะ

2546 รับปริญญา
         ช่วงนั้นผมยังคงสอนพิเศษมาเรื่อยๆ จนถึงจุดที่รู้สึกว่าถูกสังคมตราหน้าว่าทำไมไม่รู้จักหางานทำ ผมก็เลยไปสมัครทำงานบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่งครับ ในตำแหน่งคนทำซาวด์ประกอบเกม ทำได้แค่ 5 วันก็ดันตื่นสายซะแล้ว เลยโทรไปขอลาออกกับฝ่ายบุคคล (ไม่กล้าบอกว่าที่ยังไม่ไปเนี่ยเพราะตื่นสาย เลยลาออกดีกว่า ฮ่าๆ) และนั่นก็เป็นงานออฟฟิศงานเดียวที่ผมเคยทำครับ

2547 เริ่มแจกผลงานและเปิดเว็บไซต์ Math E-Book
         เรียนจบมาปีกว่า ได้แต่สอนเลขพอมีเงินใช้นิดหน่อย แต่ไหนๆ ก็จะไม่ทำงานวิศวะ และไม่ทำงานออฟฟิศละ ผมก็คิดว่าจะลองเอาดีทางวิชาเลขดูสักตั้ง ประจวบกับมีปัญหากับ "เจ๊ชุดดำ" ตรงสถานที่ที่ผมไปนั่งสอนพิเศษด้วยครับ (ที่เขียนถึงในคำขอบคุณใน Math E-Book) ก็เลยยิ่งเกิดแรงฮึด
         กลับบ้านมาก็เอาชีทลายมือทั้งหมดมานั่งพิมพ์และเรียบเรียงลงในคอมทันที ทำไปเรื่อยๆ จนเสร็จก็รวมเล่มเป็น Math E-Book เผยแพร่นั่นเอง แล้วพอเห็นผลตอบรับดีเกินคาดก็เลยทำเว็บไซต์ขึ้นมาเองเลย (ส่วนพัฒนาการหลังจากนั้นจนปัจจุบัน อ่านได้ในเฟซบุ๊คที่หน้า Photos นะครับ)


         มาถึงวันนี้ก็ผ่านมา 7 ปีแล้ว เพิ่งเห็นว่ายังอยู่ในช่วง "ลองเอาดีกับมันดูสักตั้ง" อยู่เลยนะครับเนี่ย ซึ่งก็ยังไม่รู้จะไปได้ดีขนาดไหนเหมือนกัน เนื่องจากทำงานช้าเหลือเกิน มัวแต่ทำทุกอย่างที่ไม่ได้ตังค์อยู่เหมือนเดิม แล้วก็ยังไม่แคล้วฝึกนู่นนี่ใหม่ๆ เพิ่มอีก (ถ้าเป็นคนอื่นแค่ 1-2 ปีก็รู้ผลแล้วมั้ง)

         แผนการล่าสุดคือจะปรับปรุงงานต่างๆ ทั้งหมดแล้วตีพิมพ์จำหน่ายเอง โดยเปิดให้สั่งซื้อทางเว็บนี่แหละครับ ถ้าขายได้ผมก็คงทำต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้าขายไม่ได้ อาจถึงคราวที่ต้องมองหางานอื่นแล้วมั้งครับ แต่งเพลงขายก็ไม่เลวนะ อิๆๆ ^ ^
นวย 21/10/54 02:15 
วิธีพิมพ์สมการดูได้ที่กระทู้ 0072 ครับ      
อัปโหลดรูป/ไฟล์
ถ้าไม่มีรหัสส่วนตัว กรุณาใส่เลขหน้า "ความน่าจะเป็น" ใน Math E-Book .. หรือตั้งรหัสได้ ที่นี่

ทดลองพิมพ์สมการ