กระทู้ที่ 0441
บทความ#5 : ใช้เวลาว่างให้เป็นจ…
ตั้งกระทู้ใหม่

บทความ#6 : พี่หนุ่มและสยามสแควร์ตอบ: 0, อ่าน: 1297

         ขอเขียนเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนอีกสักตอนนึงนะครับ ถือว่าให้เข้ากับบรรยากาศช่วงปิดเทอมก็แล้วกัน ตราบใดน้ำยังท่วมและผมยังไม่มีกะใจจะทำหนังสือต่อ คุณผู้อ่านก็คงจะได้อ่านบทความแบบนี้ไปเรื่อยๆ ครับ

         จากตอนที่แล้วผมได้แนะนำว่า เราควรใช้เวลาว่างในวัยเรียนฝึกทักษะด้านต่างๆ ให้เต็มที่เท่าที่เราอยากฝึก เพราะทุกอย่างจะเกิดประโยชน์กับชีวิตในวันหน้าแน่นอน ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ซึ่งถ้ารอจะไปฝึกทุกอย่างในวันนั้น อาจไม่ทันแล้วก็เป็นได้

         วันนี้ผมเลยเลือกงานเขียนในอดีตมาแบ่งกันอ่านสัก 2 เรื่องครับ เพื่อจะได้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าสมัย ม.ปลาย ผมสนุกกับอะไรอยู่ คือเพื่อนบางคนอาจจะเล่นกีฬา บางคนอาจจะไปแข่งวิชาการ บางคนอาจจะประกวดดนตรี แต่ตัวผมและเพื่อนๆ ในกลุ่มนั่งทำนิตยสารกันตลอดปีครับ

         จะว่าไป เด็กยุคนี้เขียนเรื่องเก่งกว่ายุคผมมากนัก ตั้งแต่มี ดร.ป๊อป อะไรต่างๆ เป็นต้นมา แถมยังมีช่องทางในการนำเสนอให้คนอื่นอ่านได้ง่ายกว่าสมัยก่อนมากเลยนะครับ ทั้งทางอินเตอร์เน็ต (เว็บบอร์ด บล็อก หรือจะเฟซบุ๊คก็ตาม) หรือหลายสำนักพิมพ์ที่เปิดรับงานจากเยาวชนไปตีพิมพ์ให้มากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นถ้าใครเคยคิดอยากเขียน เริ่มลงมือช่วงปิดเทอมนี้เลยดีไหมครับ

         บางคนไม่อยากเขียนเพราะรู้สึกว่าเขียนไม่ดี แต่ถ้าไม่เขียนทิ้งขว้างเป็นสิบๆ งานก่อน จะไปถึงวันที่งานดีได้ไงครับ ^ ^

         เรื่องหนึ่งที่ผมปลื้มใจมากคือ เพื่อนคนหนึ่งที่ผมเคยเชียร์ให้เริ่มเขียนหนังสือ เมื่อไม่กี่ปีนี้เอง ทั้งที่เขาประกอบอาชีพเป็นอาจารย์แพทย์ ไม่ค่อยมีเวลาและไม่จำเป็นต้องมานั่งเขียนอะไรเลยด้วย  แต่ปรากฏว่าถึงวันนี้งานเขียนของเขากำลังจะได้ตีพิมพ์กับ a day แล้วครับ แซงหน้าผมไปเฉยเลย 555 คุณผู้อ่านลองคิดดูนะครับว่าถ้ามีคนเชียร์ให้ทำแต่เขาไม่ลงมือทำเสียที จะมีโอกาสนี้ได้อย่างไร (แต่การที่งานเขาออกมาดีไม่เกี่ยวกับผมนะครับ ผมแค่เชียร์เฉยๆ)

         อ้าว เดี๋ยวจะเข้าใจกันผิด ประเด็นของวันนี้ไม่ได้จะเน้นเรื่องการเขียนอย่างเดียวหรอกครับ ใครอยากฝึกทักษะด้านไหน หนังสือ ศิลปะ ดนตรี กีฬา คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ลงมือได้เลยครับ (ไม่ต้องรอสัญญาณเริ่ม เพราะเลยเวลาที่ควรเริ่มมาพอควรแล้วนะ ฮ่าๆ)

         บทความประเภทชี้ชวนให้ลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ๆ ในชีวิต มีอยู่เต็มไปหมดเลยนะครับ ครั้นพอผมมาเขียนเองบ้างก็ไม่รู้ว่าจะเขียนยังไงที่จะปลุกใจให้น้องๆ ที่กำลังอ่านอยู่ ลุกขี้นมาฝึกทำอะไรใหม่ๆ ในชีวิตกัน แต่ที่จริงก็ไม่ควรคิดมากหรอกเนอะ เพราะคนที่ไม่คิดจะทำ จะฉุดกระชากลากถูยังไงก็ไม่ทำอยู่ดี ส่วนคนที่มีใจจะทำเดี๋ยวก็คงทำแน่นอน แม้ผมจะพูดแค่ประโยคสั้นๆ อย่างเช่น "มาทำกันเต๊อะ!!"

         หรือผมอาจไม่ต้องพูดอะไรเลยสักคำเลยก็ยังได้ เพราะมันไม่ได้ขึ้นกับผม :]

         อ้าว งั้นขอจบบทความเลยดีกว่าครับ ฮ่าๆๆ ..เอาล่ะ เรามาอ่านเรื่องที่ผมเขียนไว้กันเถอะ แล้วตอนต่อไปวันพรุ่งนี้ ผมจะรวบรวมคำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมตัวสอบเอ็นท์มาเล่าบ้างครับ เพราะนอกจากเป็นช่วงปิดเทอมแล้ว น้องๆ ม.6 คงใจจดจ่ออยู่กับการเอ็นท์อย่างมากเหมือนกันในช่วงนี้

=======================================================

พี่หนุ่มกับสังคมเหลวแหลก

Note: "พี่หนุ่ม" เป็นชื่อที่ใช้แทนคนถ่ายเอกสารเพราะไม่รู้ชื่ออะไร วันหนึ่งที่นำต้นฉบับไปถ่ายเอกสาร พี่คนนี้ก็พูดว่า "คราวหลังใช้ปากกาดำเขียนนะ จะได้ชัดๆ" ทำให้ผมนึกขำว่ามีสอนอีกแน่ะ ไม่ขอส่งเรื่องมาลงด้วยเลยล่ะ! จึงปิ๊งไอเดียเรื่องนี้ขึ้นมาฉับพลัน

ในยุคนั้นผมเขียนแนวเน้นบทสนทนาอยู่หลายครั้งเหมือนกันครับ ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดกำเนิดของหนังสือ "O-Net สนทนา" นั่นเอง // ส่วนเรื่องนี้อาจจะเขียน "ทางลบ" แรงไปนิดนึง แต่เกือบทั้งหมดก็เป็นเรื่องจริงๆ ที่เห็นกันอยู่ทุกวันล่ะครับ


         ไอ้อาชีพให้บริการถ่ายเอกสารอย่างผม นับเป็นอาชีพสบายๆ อีกอาชีพหนึ่ง แค่นั่งๆ ยืนๆ กดๆ ไม่กี่ที ก็ได้เงินเข้ากระเป๋าแล้ว แถมกำไรก็งามซะด้วย รับมาต้นทุนแผ่นละไม่ถึง 10 สต. แต่ผมคิดค่าบริการหน้าละบาท ได้มาเหนาะๆ 10 เท่าตัว

         ยิ่งช่วงก่อนการสอบแล้วล่ะก็ ไอ้พวกนักเรียนรวยๆ ทั้งหลายที่มันขี้เกียจหน่อย ก็จะวิ่งมาถ่ายเอกสารพวกสมุดหรือชีทของเพื่อนมันไว้ไปท่องกันยกใหญ่ แต่คุณเชื่อมั้ยว่าพวกมันน่ะ อ่านได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำไป ทั้งชีทเลข ชีทข่าว สมุดโน้ตวิชาต่างๆ อีกจิปาถะ แล้วจ่ายแพงเท่าไหร่ก็ไม่หวั่น นี่เอาเงินมาประเคนให้ผมชัดๆ พวกโง่เอ๊ย.. อิอิ

         อีกอย่างที่ผมได้ประสบมาทุกวันก็คือได้ฟังพวกนักเรียนมันคุยกัน โดยไม่ได้สนใจคนอื่นอย่างผมนี่เลย ซึ่งมันกลับเป็นผลดีสำหรับผมด้วยนะ ที่ได้มีเรื่องมันๆ มาลงในนิตยสารที่คุณอ่านอยู่นี่แหละ

         นั่นไงมากันแล้ว สองสาวคู่แรกของเช้านี้

         7 โมง 15 นาที
    “เอ่อ เอาหน้านี้ถึงหน้านี้สองชุด” หล่อนสั่งผมแล้วเริ่มหันไปคุยกับเพื่อน
    “นี่.. แล้วจิ๊บว่ายังไงล่ะ เรื่องที่ไอ้หนึ่งดันไปจีบอีปุ้มห้องนั้นน่ะ”
    “โอ๊ย.. จะไปว่าอะไร ยังไม่รู้อีกเหรอว่าไอ้จิ๊บมันไม่ได้ชอบไอ้หนึ่งจริงๆ หรอก มันหวังไถตังค์ไอ้หนึ่งเท่านั้นแหละ ตอนนี้มันได้จนพอใจแล้วก็เลิก”
    “เฮ้ย จริงเหรอ.. แหมทำไมไอ้จิ๊บมันฉลาดอย่างงี้วะเนี่ย เห็นทีชั้นต้องไปจับไว้ซักคนมั่งแล้วหละ”
    “เออก็ดี แต่ระวังตัวหน่อยนะ อย่าให้มันงาบได้ล่ะ”
    “เอ่อ.. เสร็จแล้วครับ” ผมทนฟังไม่ไหว ไอ้เรื่องใจแตกพรรค์นี้ เฮ้อ

         ก็เงี้ยแหละ พ่อแม่เลี้ยงลูกด้วยเงินอย่างเดียว มันเลยออกมาเป็นแบบ 2 สัตว์ ชายเหี้_หญิงแรดอย่างนี้ไง โถ สังคมเรายุคนี้..

         7:18
    “พี่ๆ ขอชีทนี้ซีมา 5 ชุดฮะ”
    คนนี้มากับเพื่อนอีก 2 คน คนนึงดูท่าทางจะเป็นนักเลง และอีกคนเป็นตุ๊ด
    ผมไม่เข้าใจเลยว่าไอ้การมาถ่ายเอกสารนี่ ทำไมจะต้องพาเพื่อนมาด้วยทุกคนเลย กลัวผมทำมิดีมิร้ายหรือไง? ..แต่ก็ว่าเขาไม่ได้ล่ะนะ ไม่งั้นจะให้ผมฟังใครคุยล่ะ?
    “เฮ้ย เย็นนี้มึงไปเรียน ปุ๊ ป่าววะ?”
    “เปล่า กูเรียนจารย์ด้วง แซทไทร์ฟิสิกส์ แต่วันนี้ขี้เกียจว่ะ โดดแม่งเลยดีก่า”
    “เออดีนะ พ่อมึงให้ตังค์ไปสมัครเรียน แล้วมึงโดดทุกครั้งเลย”
    “แล้วมึงจะทำไม เงินพ่อกูไม่ใช่เงินพ่อมึง”
    “กวน.. กวน.. เดี๋ยวสวยแน่”
    “นี่ๆ อย่าทะเลาะกันเลย เย็นนี้ไปเดินสยามกับปิ่นละกัน โอเคมั้ยจ๊ะสุดหล่อทั้งคู่”

         ตุ๊ดแมนเริ่มออกโรงอย่างสมบทบาทตัวเอง ก่อนจะควงกันจากไป ท่ามกลางความมึนของผม เอ! เดี๋ยวนี้สังคมเรายอมรับแนวนี้แล้วเหรอ? เท่าที่ผมจำได้นี่มัน..

         7:22
    “เขียนอะไรอยู่คะพี่? ..ขอซีรอกซ์ด่วนเลยค่ะ นี่ของอาจารย์ต้องรีบใช้”
    “ครับ ครับ ได้ทันทีเลยครับ”
    “โธ่! พี่อั้นก็ ไม่เห็นจะต้องรีบขนาดนั้นเลยก็ได้”
    “อ้าว นี่มันงานที่อาจารย์มอบหมายพี่มานี่ ต้องรีบทำหน่อยล่ะ”
    “แล้วพี่ไม่เหนื่อยมั่งเหรอ ผมเห็นตั้งแต่พี่ได้เป็นประธานนักเรียนมานี่ พี่ทำงานตลอดไม่ได้พักเลยนะ ผมล่ะเหนื่อยแทนจริงๆ”
    “แหม! น้องทศนี่ไม่ต้องมาพูดเอาใจพี่เลย อยากให้พี่ช่วยหาเสียงให้ปีหน้าใช่มั้ยล่ะ”
    “รู้อีก เฮ้อ!”
    “ทำไมพี่จะไม่รู้ ที่พี่อยู่ต่อ ม.6 ก็เพราะอยากเป็นประธานนี่แหละ.. เอ่อ อย่าไปบอกใครนะน้อง พี่อายเค้า”
    “งั้นพี่ช่วยผมหน่อยละกันนะครับ”
    “จ้า.. ช่วยอยู่แล้วไม่ต้องห่วง”

         7:28
    คราวนี้เป็นกลุ่มเด็ก ม.ต้น บ้าง
    “เฮ้ยไอ้อ้น เมื่อวานการ์ตูนอะไรออกมั่งวะ”
    “ไม่รู้ว่ะ ไม่ทันได้ดู ลองถามไอ้จี๊ดมันดูสิ.. แต่เออใกล้สอบแล้วนะ มึงยังอ่านการ์ตูนอยู่อีกเหรอ”
    “โธ่! ช่างมันสิวะ ไอ้เรื่องสอบ พอตกเดี๋ยวก็ซ่อมผ่านอยู่ดีแหละ จะไปสนใจอะไรมาก ถึงไม่อ่านการ์ตูนยังไงๆ กูก็ตกอยู่ดีล่ะวะ ฮ่าๆๆ”
    “ก็ได้ช่างมึง แต่วันนี้เลิกเรียนแล้วใครจะไปเล่นเกมส์ที่หยามฯ กะกูมั่ง”
    “เฮ้ยไปด้วยดิวะ ไปด้วย” ทุกคนตอบเกือบจะพร้อมกัน

         7:30
    “ไพโรจน์ เมื่อคืนดูข่าวรึเปล่า ช่อง 7 อ่ะ.. ข่าวบันเทิงมีน้องเพรียว หารสองด้วยแหละ ติดตามอยู่ไม่ใช่เหรอ”
    “หา! โธ่เอ๊ย อดดูเลย.. ทำไมไม่บอกก่อนวะ รีบๆ เล่าเลยๆ”
    “ก็จำไม่ได้แล้วอ่ะ ได้ยินเสียงคนบรรยายไม่ถนัด รู้แต่น้องเพรียวบอกว่าชอบกินส้มตำอะไรเนี่ยแหละ.. บังเอิญเปิดไปเจอพอดี”
    “อ้าวโกงนี่หว่า ถือว่ามี TV ในห้องเหรอ”
    “โอ้ย..ไม่เห็นจะเกี่ยวเลย เชื่อเหอะ นานๆ ไปเดี๋ยวก็เบื่อแล้ว ไม่แน่เราอาจจะถูกค่ายแกรนนี่หลอกก็ได้ เค้าอยู่ ม.2 แล้วนะยังให้มาทำตัวเป็นเด็กคิขุอยู่อีก.. สงสัยไม่งั้นขายไม่ออก”
    “โห่.. ไม่เบื่อหรอก จะให้เบื่อน่ะมันก็ได้ เพียงแต่ว่าจะไม่เบื่ออ่ะ.. เหอะๆๆ”

         7:35
    “เออ นี่นาย เมื่อวานไปแข่งภาษาไทยโอลิมปิกมาเป็นไงบ้างล่ะ”
    “ก็เฉยๆ ว่ะ”
    “อ้าวไม่ตื่นเต้นอะไรเลยเรอะ เผื่อได้รางวัลอะไรขึ้นมา”
    “โธ่เอ๊ย.. จะไปอยากได้อะไรขนาดนั้นวะ เราก็ไม่ได้อยากไปแข่งเขิ่งอะไรนักหรอก แต่จารย์บังคับ เห็นว่าถ้าได้รางวัล แล้วจะถือว่าทำให้โรงเรียนได้หน้าได้ตา ปีหน้าจารย์จะได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ช่วย ผอ. เรามันก็แค่หุ่น”
    “เออ จริงด้วยว่ะ.. มิน่า ทุกๆ คนที่ได้รางวัลถึงต้องถูกโชว์หน้าแถว แล้วมอบโล่มอบเหรียญที่ได้มาให้กับโรงเรียนไปหมด”
    “ก็ใช่น่ะสิ! ไม่เข้าใจเลยว่ะ ทำไมสังคมเราถึงต้องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นด้วยการแข่งขันอย่างงี้วะ ทุกคนต้องการชนะเพียงเพื่อจะอยู่เหนือกว่าคนอื่นๆ แทนที่จะวัดกันด้วยคุณภาพงานน่ะ”
    “อ๊ะ ก็แน่นอนล่ะ คนใหญ่คนโตก็ใช้อำนาจคอนโทรลคนใต้บังคับบัญชา ไอ้พวกคนใต้บังคับบัญชาก็มากดขี่พวกลูกน้องอีกต่อนึง ใครๆ มันถึงอยากได้มีอำนาจกันไงล่ะ อย่าลืมว่าบางทีน่ะ อำนาจก็ยิ่งใหญ่กว่าเงินนะเฟ่ย.. เลยมีแต่พวกวัวลืมตีนมาเดินเชิดกันเกลื่อนทั่วบ้านทั่วเมือง”

         7:42
    “พี่ พี่ครับ ฝากซีร็อกซ์ด้วยครับ เอาแบบหน้าหลังนะ จะได้ไม่เปลืองกระดาษ”
    “กี่ชุดครับ”
    “เออ.. เท่าไหร่ดี.. สัก 12 ชุดละกัน.. เที่ยงนี้มาเอานะครับ จะได้เวลาเข้าแถวแล้ว”

         ผมนึกออกแล้วว่า 3-4 คนนี้ทำไมถึงได้คุ้นหน้านัก เพราะกระดาษปึกหนึ่งที่ยื่นมาให้ผมนั้น ถูกเขียนไว้ที่หัวกระดาษว่า "เม็น เยี่ย ไร"
         ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าบทความอันนี้ของผมสมควรจะบันทึกไว้ที่ไหน

    “น้อง น้อง.. พี่ขอลงเรื่องด้วยนะครับ”
    “ได้เลยพี่! แต่ต้องลดค่าซีรอกซ์ครึ่งราคานะครับ..”

         นี่แหละครับ สาเหตุที่เรื่องนี้มาอยู่ในมือคุณได้

         วันไหนถ้าคุณเดินผ่านมาก็ทักผมได้นะครับ ผมมีเรื่องมันส์ๆ อย่างงี้มาแฉให้คุณฟังอีกเพียบเลย แต่ตอนนี้ขอตัวไปบริการถ่ายเอกสารต่อละครับ.. มันช่วงใกล้สอบ เด็กมาต่อแถวยาวแล้ว

    “ชีทข่าว 3 ชุดฮะพี่.. เออนี่ ไอ้แมว มึงรู้ป่าวว่าเมื่อวาน....”

         ผมเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจเช่นเคย


=======================================================

ช่องทางทำกิน บนแผ่นดินสยามฯ

Note: อยากเขียนล้อเลียนการทำงานวิจัย ที่เขาต้องอ้างชื่อคนเขียนหนังสืออ้างอิงเมื่อจะยกคำพูดมาใช้ // บวกกับข้อสังเกตแปลกๆ หลายอย่างที่เห็นจากบรรยากาศสยามสแควร์ใน พ.ศ. นั้นครับ


         ศักดิ์ชัย ลวดลายเจริญกุล (2536) เคยกล่าวไว้ว่า “ไม่มีวัยรุ่นคนใดในเขตกรุงเทพฯ ที่ไม่เคยเสียเงินที่สยามสแควร์” ..ฟังแล้วอาจจะเหมือนไม่มีความหมายอะไร แต่จริงๆ แล้ว คณิต มงคลพิทักษ์สุข (2541) ได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจดังนี้ “ไม่ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำอย่างไร พวกเอากำไรกับวัยรุ่นก็ยังอยู่รอดได้” กล่าวคือ แหล่งศูนย์รวมของบรรดาวัยรุ่นก็ยังคงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า สินค้าอะไรก็ขายได้หมด ขอให้อยู่ในแหล่งที่ถูกต้องก็เป็นพอ

         “สยามสแควร์” นับเป็นแหล่งรวมวัยรุ่นที่ใหญ่ที่สุด และมีประวัติยาวนานหลายทศวรรษมาแล้ว ข่าวว่าในปีหนึ่งๆ มีเงินหมุนเวียนเฉพาะในเขตนี้กว่าพันล้านบาทเลยทีเดียว และแน่นอน ถ้าใครกล้าเสี่ยง กล้ามาลงทุน ก็รวยไป

         แล้วคุณล่ะ? พร้อมจะเอากำไรจากวัยรุ่นแล้วหรือยัง วันนี้ผมมีอาชีพสบายแต่ทำเงิน (ในสยามสแควร์) มาแนะนำครับ

         คุณสมบัติของผู้ที่จะประกอบอาชีพต่างๆ เหล่านี้ จะต้อง..
(1) ทันกระแสแฟชั่น กลยุทธ์การพูด/การค้าเป็นเยี่ยม
(2) ใจกล้าหน้าด้าน ไม่หวั่นต่อคำครหานินทา
(3) มีกลุ่มหน้าม้าเป็นของตนเอง พร้อมที่จะแผ่กระแสที่คุณเป็นคนครีเอทขึ้น
(4) เงินลงทุนไม่ต้องมากเลย
(5) ต้องกล้ารวย!


         ก่อนจะเข้าสู่อาชีพต่างๆ คุณควรเข้าใจลักษณะของวัยรุ่นไทยก่อนว่าเป็นอย่างไร เพื่อจะได้ดำเนินกลยุทธ์สำเร็จ ซึ่ง คณิต มงคลพิทักษ์สุข (2541) ได้กล่าวต่อไปอีกว่า “...วัยรุ่นไทยสมัยนี้นับว่าแปลกมาก คือทำตัวอย่างกับกิ้งก่า เปลี่ยนสีไปได้เรื่อยๆ ตามสิ่งแวดล้อม เขาแต่งอย่างไรเราแต่งอย่างนั้น เขาทำตัวแบบนี้เราก็ทำด้วย สรุปคือทั้งรูปร่างลักษณะ ท่าทาง คำพูด ความคิด เหมือนกันยังกะแฝด แต่คงเป็นแฝดล้านกระมังครับ เห็นเดินกันขวักไขว่ทั้งสยามฯ...”

         ถอดความได้ว่า ถ้าเราอยากเจาะเข้าสู่กลุ่มวัยรุ่นให้ได้ เราจะต้องสร้างกระแสขึ้นมาก่อน แล้วเดี๋ยวมันจะทำตามๆ กันไปเอง เช่นสร้างกระแสว่า “...ปีนี้แฟชั่นเสื้อรัดนม แขนสั้นติดรักแร้ เอวลอยสะดือโผล่ กำลังมาแรง...” หรือ “...ช่วงนี้ถ้าจะกินอาหาร ต้องกินไก่เท่านั้น พวกเบอร์เกอร์เชยแล้ว...” เป็นต้น

         ยังมีวัยรุ่นอีกพวกซึ่งพยายามทำตัวไม่เหมือนใคร คุณจะเจาะเข้าสู่กลุ่มนี้อย่างไร? ง่ายมากครับ เพียงโฆษณาออกไปว่า สินค้าของคุณนั้น “เป็นอีกทางเลือกใหม่ ไม่ตามใคร คุณมีสิทธิ์เลือกด้วยตัวคุณเอง” (ถึงแม้จะมีให้เลือกแค่ 2-3 อย่างก็ตาม) เพียงเท่านี้เจ้าพวกนี้ก็แห่กันมาซื้อใหญ่แล้วเห็นมั้ยครับ

         ตอนนี้เรามาเริ่มทำความรู้จักกับอาชีพทำเงินในสยามฯ กันเลยดีกว่า เดี๋ยวที่จะหมดซะก่อน..

         หากินกับกระแสแฟชั่น
         เช่น เปิดร้านขายเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า นาฬิกา ส้มโอ น้อยหน่า พุทรา มังคุด ฯลฯ อะไรก็ได้.. ขอแค่คุณมีเวลาติดตามรายการโทรทัศน์วัยรุ่นทุกสัปดาห์ คุณก็จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในวงการนี้ทันที

         เสื้อผ้าที่รับมาจากสะพานพุทธ ตัวละ (อย่างแพง) ร้อยกว่าบาท พอมาอยู่ที่สยามฯ จะสามารถทำเงินให้คุณได้ถึงสามสี่ร้อยบาททีเดียว ส่วนข้อเสียของอาชีพลักษณะนี้ก็คือ คู่แข่งเยอะ ..แต่เอาเถอะครับ ถึงแบ่งกันแล้วยังไงๆ กำไรก็ยังงามอยู่ดี (เนอะ)

         เปิดสถาบันกวดวิชา
         อาชีพนี้ไม่ได้เป็นกันได้ทุกคน ต้องอาศัยความรู้ ใช้พื้นที่ห้องเรียน และอาศัยแรงโหมโฆษณาหนักมาก.. กลุ่มเป้าหมายก็คือบรรดานักเรียนชั้นมัธยมปลายที่จะแข่งขันกันสอบเข้ามหาวิทยาลัย สำหรับผลตอบแทนที่คุณจะได้ สูงสุดถึงปีละหลายล้านบาททีเดียว!

         แต่ถ้าหากคุณไม่มีความรู้พอที่จะสอนใครได้ เราก็มีอาชีพที่เป็นผลพวงมาจากอาชีพนี้อีกที คือ รับจ้างเปิดสถาบันกวดวิชา ..หรือเรียกง่ายๆ ว่า รับจ้างเฝ้าและเปิดปิดประตู น่ะแหละ

         อีกหนึ่งอาชีพข้างเคียงที่น่าสนใจ ก็คือรับจ้างแจกใบปลิวครับ อาชีพนี้ไม่ต้องอาศัยคุณวุฒิ วัยวุฒิใดๆ ขอแค่มีมือที่ขยับใช้การได้ซักข้างหนึ่งก็พอ (สำหรับอาชีพนี้ จะให้รุ่งควรมีถังขยะตั้งไว้ข้างๆ เพื่อบริการลูกค้าด้วย เรียกว่าเป็นกลไกอัตโนมัติ แจก-รับ-ทิ้ง-แจก-รับ-ทิ้ง-...)

         วณิพกจากรั้วมหาวิทยาลัย
         หรือนิคเนมว่า “ขอทานมีการศึกษา” ..สมัยนี้อาชีพขอทานมีรายได้วันละหลายร้อยบาท ก็ยังไม่สะใจพอ ขอให้คุณเพียงแต่งชุดนักศึกษาแล้วพาเพื่อนๆ ไปพร้อมกัน 7-8 คนทั้งหญิงชาย ยืนเรียงในที่คนพลุกพล่าน ให้คนหนึ่งเล่นกีตาร์ และที่เหลือสองสามคนช่วยกันร้อง มีคนหนึ่งถือกล่องรับบริจาค ติดหน้ากล่องว่าสมทบทุนการกุศลอะไรซักอย่างก็ได้

         ถ้าเป็นกล่องแบบนี้มีหรือครับที่จะหยอดเหรียญบาทเหรียญห้า อย่างต่ำๆ ก็แบงค์สิบยี่สิบ อย่าลืมให้เพื่อนหญิงคนหนึ่งคอยพูดบรรยายเรียกลูกค้า ว่าเราจะไปทำกุศลอะไรที่ไหนด้วยล่ะครับ

         แต่หากคุณยังกลัวจะได้น้อยเกินไปอีก ก็ให้ใช้วิธีล้อมเอา คือมีคนเดินมาปั๊บ หัวแถวท้ายแถวตวัดเข้ายืนล้อมทันที บีบบังคับให้เขาควักเงินออกมาให้ได้ รับรองแบบนี้วันหนึ่งได้หลายหลายร้อยบาทแน่นอน!

         ขายหมากฝรั่งหรือเมนทอส โดยอ้างว่าพิการ
         ผมเคยเห็นคนหนึ่งที่สยามฯ ที่ไม่รู้ว่าพิการตรงส่วนไหน ตาก็ไม่บอด แขนขาก็อยู่ครบ ชวนให้สงสัยเป็นอย่างยิ่ง.. คือไอ้อาชีพนี้มันมีกระบวนการครับ คุณเคยสงสัยมั้ยล่ะว่า คนตาบอดทำไมจึงสั่งทำป้ายพลาสติกแขวนคอซะสวยหรู แถมเขียนบอกราคาเสร็จสรรพ โดยไม่ต้องพูดอะไรซักคำให้เหนื่อยเลย

         หมากฝรั่ง 5 บาทขาย 10 บาท ถ้าเมนทอส 10 บาทก็ขาย 15 บาท กำไร 5 บาทต่อหนึ่งอัน วันหนึ่งขายได้ 50 อันก็ 250 บาท นั่งอย่างเดียวก็มีคนเอาเงินมาให้ โดยเฉพาะพวกหนุ่มๆ ที่ซื้อโชว์สาวว่ามีเมตตาเหลือเกิน

         เปิดร้านขายเทป
         อาชีพนี้เป็นอาชีพที่รายได้งาม และยังดูมีศักดิ์ศรี แต่จริงๆ แล้วเอาเปรียบคนฟังคนซื้อมากเลย เพราะการขายเทปนั้นคุณแค่เอาเทปมาวางแบไว้ก็พอ ไม่ต้องร้องเรียกลูกค้าให้เจ็บคอ ไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาเองเพราะค่ายเทปมันโปรโมทแรงอยู่แล้ว (ความจริงเงินค่าโฆษณาให้คนฟังเดินมาซื้อ ก็บวกอยู่ในค่าเทปที่คนซื้อต้องจ่ายน่ะแหละ ถึงได้บอกว่าค่ายเทปมันเอาเปรียบจริงๆ นะ)

         ร้านเทปบางแห่งเอากำไรน้อยๆ เพียงม้วนละ 5 บาท ก็อยู่ได้สบายแล้ว แต่บางร้านอยากรวยเร็วๆ คิดตามราคาปก ลดให้นิดหน่อยเป็นพิธี ขอกำไรม้วนละ 20 บาทอย่างเงี้ย ก็เลยพาลเจ๊งเร็วไปด้วย ตลาดร้านเทปมันเป็นตลาดแข่งขันสูงอยู่แล้วต้องเข้าใจ

         เดินและพูด
         หรือระบบไดเร็คเซลล์ของบริษัทโฆษณานั่นเอง ขายง่ายกว่างานขายประกันหน่อยเดียว งานนี้คุณต้องเดินในสยามฯ ทั้งวัน เพื่อหลอกให้บรรดาวัยรุ่นหลงเชื่อและยอมจ่ายเงินหลายร้อย เพื่อเอกสิทธิ์พิเศษในการซื้ออาหารร้านที่พวกเขาไม่เคยและไม่ได้คิดอยากจะกินเลยแม้แต่น้อย

         การที่งานนี้จะสำเร็จลงได้นั้น คุณต้องกะล่อนมากๆ ลื่นไหลไปได้เรื่อยๆ และอย่าหวั่นเมื่อเจอลูกค้าเจ้าคารม อย่าลืมข้อได้เปรียบว่าอย่างน้อยอาชีพนี้ก็ยังเป็นอาชีพใหม่ๆ สดๆ ซึ่งยังไม่มีคู่แข่ง ..ถ้าสนใจก็เชิญที่บริษัทโฆษณาแห่งนู้นเลยครับ

         สำหรับอาชีพอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ ไม่ขอแนะนำ เพราะลูกค้าล้วนลดลงฮวบฮาบในยุคนี้ เช่น ร้านฟาสต์ฟู้ด ร้านเกม ร้านการ์ตูน โรงหนัง ร้านหนังสือ ฯลฯ ต้องรอเวลาที่เหมาะสมถึงจะไปรุ่ง ยิ่งบางอาชีพนั้นไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่งเลยที่สยามฯ อาทิเช่น ขายบ๊ะจ่าง รับดูดส้วม ลบรอยสักปานแดงปานดำ ขายเครื่องแต่งบ้าน รับซ่อมแอร์ เช่าพระเครื่อง เป็นต้น เพราะดูจะสร้างกระแสนิยมกับวัยรุ่นยากไปนิด ขืนทำไปก็รังแต่จะเจ๊งเปล่าๆ

         เชื่อผมมั้ย..

นวย 21/10/54 17:06 
วิธีพิมพ์สมการดูได้ที่กระทู้ 0072 ครับ      
อัปโหลดรูป/ไฟล์
ถ้าไม่มีรหัสส่วนตัว กรุณาใส่เลขหน้า "ความน่าจะเป็น" ใน Math E-Book .. หรือตั้งรหัสได้ ที่นี่

ทดลองพิมพ์สมการ